top of page

รู้ทันสัญญาณเตือนหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุ ที่อันตรายถึงชีวิต

3 hours ago
1 min read

รู้ทันอาการของเส้นเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุ พร้อมวิธีเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน 


โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้สูงอายุ: สัญญาณฉุกเฉินที่ต้องรู้ และวิธีเตรียมบ้านให้พร้อมรับมืออุบัติเหตุ


โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภัยเงียบที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และหลายครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ลูกหลานไม่ได้อยู่บ้าน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ระบุว่า ในปี 2565 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดราว 70,000 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน

สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลในผู้สูงอายุคือ อาการมักไม่ชัดเจนเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์ บางคนไม่มีอาการแน่นหน้าอกเลย มีเพียงเหนื่อยง่ายหรืออ่อนเพลียผิดปกติ บทความนี้จะพาคุณรู้จักสัญญาณเตือน วิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และการเตรียมบ้านให้ปลอดภัย เพื่อให้ทุกนาทีสำคัญไม่สูญเปล่า



โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร ทำไมผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงสูง

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากไขมันค่อย ๆ สะสมเป็นคราบในผนังหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ จนหลอดเลือดแคบลง และเลือดไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อคราบไขมันปริแตกและเกิดลิ่มเลือดอุดตันกะทันหัน หัวใจจะขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ภาวะเส้นเลือดตีบไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่สะสมมาเป็นเวลาหลายปี อายุที่มากขึ้นจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ และความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นหากมีปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย

  • ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง

  • สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

  • น้ำหนักเกิน และขาดการออกกำลังกาย

  • มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว

  • ความเครียดสะสม


อาการของเส้นเลือดหัวใจตีบที่ควรสังเกต

อาการเตือนที่พบบ่อย

  • เจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกหนัก ๆ เหมือนมีของทับ หรืออึดอัดบริเวณกลางอก

  • ปวดร้าวไปที่แขน (โดยเฉพาะแขนซ้าย) ไหล่ คอ กราม หรือหลัง

  • เหงื่อออกมากโดยไม่มีสาเหตุ หน้าซีด ตัวเย็น

  • หายใจหอบเหนื่อย ใจสั่น คลื่นไส้ หรือวิงเวียนศีรษะ

  • แน่นอกเวลาออกแรงหรือเครียด แล้วดีขึ้นเมื่อได้พัก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่ไม่ควรมองข้าม


อาการแฝงในผู้สูงอายุที่มักถูกมองข้าม

ผู้สูงอายุ ผู้หญิง และผู้ป่วยเบาหวาน อาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน แต่แสดงออกเป็นความเหนื่อยผิดปกติ อ่อนเพลียมาก หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ หรือรู้สึกคล้ายอาหารไม่ย่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะ “อายุมากแล้ว” หรือเป็นโรคกระเพาะ การมีคนคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในแต่ละวันจึงช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วขึ้น



สัญญาณฉุกเฉิน! เมื่อไหร่ต้องโทร 1669 ทันที

สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ แนะนำว่าหากสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน เพราะ “ทุกเวลาที่เสียไป คือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง” ให้โทร 1669 ทันทีเมื่อพบอาการต่อไปนี้

  • เจ็บแน่นหน้าอกนานเกิน 15–20 นาที และไม่ดีขึ้นแม้ได้พัก

  • เจ็บหน้าอกร่วมกับเหงื่อแตก หน้าซีด ตัวเย็น หรือหายใจไม่ทัน

  • หน้ามืด เป็นลม หมดสติ หรือไม่หายใจ


ขั้นตอนรับมือเบื้องต้นระหว่างรอรถพยาบาล

  1. ให้ผู้ป่วยหยุดทุกกิจกรรม นั่งหรือนอนพักในท่าที่สบาย และคลายเสื้อผ้าให้หลวม

  2. โทร 1669 แจ้งอาการ อายุ โรคประจำตัว และที่อยู่ให้ชัดเจน ไม่ควรให้ผู้ป่วยขับรถไปโรงพยาบาลเอง

  3. หากแพทย์เคยสั่งยาอมใต้ลิ้นไว้ ให้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ส่วนยาแอสไพรินควรใช้เฉพาะเมื่อแพทย์เคยแนะนำไว้ หรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ 1669 และห้ามใช้ยาของผู้อื่น

  4. หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจ ให้เริ่มกดหน้าอก (CPR) และใช้เครื่อง AED หากมี โดยทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์

  5. เตรียมรายการยา บัตรประชาชน และประวัติการรักษา เพื่อส่งให้ทีมแพทย์


ยิ่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วเท่าไร โอกาสที่แพทย์จะเปิดหลอดเลือดได้ทันเวลาและรักษากล้ามเนื้อหัวใจไว้ได้ก็ยิ่งมากขึ้น การมีคนอยู่ข้าง ๆ ที่รู้วิธีรับมือจึงสำคัญไม่แพ้การรักษาที่โรงพยาบาล



วิธีเตรียมบ้านให้พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและอุบัติเหตุ

ผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายอาจมีอาการวิงเวียนหรือหน้ามืด ซึ่งเพิ่มโอกาสหกล้ม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าผู้สูงอายุไทย ราว 1 ใน 3 หรือประมาณ 4 ล้านคนหกล้มทุกปี และราวร้อยละ 65 เกิดขึ้นภายในบ้าน การเตรียมบ้านจึงช่วยได้ทั้งเรื่องหัวใจและอุบัติเหตุ

1. เตรียมข้อมูลและอุปกรณ์ฉุกเฉิน

  • ติดเบอร์ 1669 เบอร์ญาติ และเบอร์โรงพยาบาลประจำไว้ในจุดที่เห็นชัด เช่น หน้าตู้เย็น

  • ทำแฟ้มสุขภาพ ระบุโรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ยา และผลตรวจล่าสุด ให้หยิบได้ทันที

  • เก็บยาที่แพทย์สั่งสำหรับอาการเจ็บหน้าอกไว้ในจุดเดิมที่หยิบง่าย

  • มีเครื่องวัดความดันไว้ที่บ้าน และจดบันทึกค่าเป็นประจำ

  • ให้ผู้สูงอายุมีโทรศัพท์หรือกริ่งเรียกติดตัวเสมอ


2. จัดบ้านลดความเสี่ยงหกล้ม

  • ติดราวจับในห้องน้ำ ข้างโถส้วม และตามบันได

  • ใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ และเลือกรองเท้าพื้นยางกันลื่น

  • เพิ่มแสงสว่าง และติดไฟกลางคืนตามทางเดินจากห้องนอนไปห้องน้ำ

  • เก็บสายไฟ พรม และสิ่งของที่กีดขวางทางเดิน

  • หากเป็นไปได้ ให้ห้องนอนอยู่ชั้นล่างเพื่อลดการขึ้นลงบันได


3. เตรียมคนในบ้านให้พร้อม

สมาชิกในบ้านควรรู้เส้นทางไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เรียนรู้การทำ CPR เบื้องต้น และตกลงกันไว้ว่าใครทำหน้าที่อะไรเมื่อเกิดเหตุ ที่สำคัญคือไม่ควรปล่อยให้ผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงอยู่บ้านตามลำพังเป็นเวลานาน



มีผู้ดูแลมืออาชีพอยู่ใกล้ ทุกนาทีสำคัญก็ปลอดภัยขึ้น

อาการแน่นหน้าอกหรือเหตุฉุกเฉินมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และอาจเกิดในช่วงที่ลูกหลานไปทำงาน การมีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมอยู่ข้าง ๆ จึงช่วยให้สังเกตความผิดปกติได้ไว และประสานความช่วยเหลือได้ทันที

Carewell ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยผู้ดูแลมืออาชีพที่ผ่านการคัดกรองประวัติและอบรมตามมาตรฐาน พร้อมช่วยดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในชีวิตประจำวัน เช่น

  • เฝ้าสังเกตอาการ วัดความดัน และจดบันทึกให้ญาติติดตามได้

  • ดูแลการรับประทานยาให้ตรงเวลาตามแพทย์สั่ง

  • ช่วยพยุงเดิน อาบน้ำ และทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงหกล้ม

  • แจ้ง 1669 และติดต่อญาติทันทีเมื่อพบอาการผิดปกติ

  • พาไปพบแพทย์ตามนัด พร้อมรายงานผลให้ลูกหลานสบายใจ


เลือกรูปแบบการดูแลได้ทั้งรายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน และมีทั้งผู้ดูแล ผู้ช่วยพยาบาล และพยาบาล ให้เลือกตามระดับการดูแลที่ผู้ป่วยต้องการ




หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือโทร 1669


 
 
 

Comments


bottom of page